ประวัติสโมสรปอร์โต้ หรือชื่อทางการคือ Futebol Clube do Porto (รู้จักกันทั่วโลกในนาม FC Porto) เจ้าของฉายา “มังกรฟ้า” (Os Dragões) หรือ “น้ำเงิน-ขาว” (Azuis e Brancos) คือหนึ่งในสามมหาอำนาจลูกหนัง (Os Três Grandes) ของประเทศโปรตุเกส และเป็นสโมสรฟุตบอลสัญชาติโปรตุเกสที่ประสบความสำเร็จในการแข่งขันระดับทวีปยุโรปและระดับโลกมากที่สุดในประวัติศาสตร์
สโมสรแห่งนี้จารึกความยิ่งใหญ่ด้วยการคว้าแชมป์ลีกสูงสุด ปรีไมรา ลีกา ถึง 30 สมัย, แชมป์ ตาซา เด ปอร์ตูกัล 20 สมัย, แชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 2 สมัย (1987, 2004), แชมป์ ยูฟ่า คัพ / ยูโรปาลีก 2 สมัย และแชมป์ อินเตอร์คอนติเนนตัล คัพ 2 สมัย โดยมีรังเหย้าอันสง่างามอย่าง Estádio do Dragão เป็นป้อมปราการแห่งชัยชนะของชาวปอร์โต้
สโมสรปอร์โต้ คือสโมสรอะไร
สโมสรฟุตบอลปอร์โต้ (FC Porto) คือสโมสรกีฬาและสโมสรฟุตบอลอาชีพชั้นนำจากเมืองปอร์โต้ ทางตอนเหนือของประเทศโปรตุเกส ก่อตั้งในปี 1893 ปัจจุบันแข่งขันอยู่ในลีกสูงสุด ปรีไมรา ลีกา มีสนามเหย้าคือ Estádio do Dragão ความจุ 50,033 ที่นั่ง ปอร์โต้คว้าแชมป์ลีกสูงสุด 30 สมัย, แชมป์ ตาซา เด ปอร์ตูกัล 20 สมัย, แชมป์ ซูแปร์ตาซา 24 สมัย (สถิติสูงสุด), แชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ / ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 2 สมัย, แชมป์ ยูฟ่า คัพ / ยูโรปาลีก 2 สมัย และแชมป์ชิงแชมป์สโมสรโลก 2 สมัย
ข้อมูลสโมสรปอร์โต้ แบบย่อ (Club Dashboard)
จุดกำเนิดสโมสรปอร์โต้ ปี 1893 วิสัยทัศน์พ่อค้าไวน์พอร์ต
ประวัติสโมสรปอร์โต้ เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กันยายน ค.ศ. 1893 โดย อังตอนิอู นิโกลัว ดัลเมดา (António Nicolau d’Almeida) พ่อค้าไวน์พอร์ตหนุ่มผู้ได้สัมผัสและหลงใหลในกีฬาฟุตบอลระหว่างเดินทางไปทำธุรกิจที่ประเทศอังกฤษ เขาได้ก่อตั้งสโมสรขึ้นในชื่อ Foot-Ball Club do Porto ในวันคล้ายวันประสูติของพระเจ้าคาร์ลอสที่ 1 แห่งโปรตุเกส
ต่อมาในปี 1906 สโมสรได้รับการฟื้นฟูและปฏิรูปโครงสร้างอย่างเป็นทางการโดย โชเซ่ มอนเตย์โร ดา คอสต้า (José Monteiro da Costa) ผู้ซึ่งนำสีน้ำเงินและสีขาว ซึ่งเป็นสีดั้งเดิมของธงชาติโปรตุเกสในระบอบกษัตริย์มาใช้เป็นสีประจำสโมสร เพื่อสะท้อนถึงความจงรักภักดี เกียรติยศ และความบริสุทธิ์ของชาวเมืองปอร์โต้
ที่มาของสัญลักษณ์มังกรพ่นไฟ (Os Dragões) และฉายา Tripeiros
ตราสัญลักษณ์และฉายาของปอร์โต้เต็มไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์อันน่าทึ่ง:
- มังกรพ่นไฟ (O Dragão): ตราสโมสรมีรูปมังกรสีเขียวสวมมงกุฎพ่นไฟเกาะอยู่บนยอดโล่ ซึ่งนำมาจากตราประจำเมืองปอร์โต้โบราณในยุคศตวรรษที่ 19 ที่พระราชทานโดยพระเจ้าเปโดรที่ 4 เพื่อเป็นเกียรติแก่ความกล้าหาญของชาวเมืองที่ยืนหยัดสู้รบอย่างไม่ยอมแพ้ มังกรจึงเป็นสัญลักษณ์ของความดุดัน ความแข็งแกร่ง และอำนาจ กลายมาเป็นฉายา Os Dragões (ฝูงมังกร) และเป็นชื่อของสนามเหย้า Estádio do Dragão
- ฉายา Tripeiros (คนกินเครื่องใน): เป็นฉายาเก่าแก่ของชาวเมืองปอร์โต้ มีที่มาจากตำนานในศตวรรษที่ 15 เมื่อชาวเมืองบริจาคเนื้อสัตว์คุณภาพดีทั้งหมดเพื่อเป็นเสบียงให้กองทัพเรือโปรตุเกสออกเดินทางไปพิชิตดินแดนโพ้นทะเล และยอมกินเฉพาะเครื่องใน (Tripe) จนกลายเป็นอาหารพื้นเมืองชื่อดังและสัญลักษณ์ของความเสียสละ
- เสื้อลายทางน้ำเงิน-ขาว (Azuis e Brancos): เสื้อเหย้าลายทางแนวตั้งสีน้ำเงินสลับขาว กางเกงสีน้ำเงิน เป็นเอกลักษณ์ที่สโมสรใช้มาตั้งแต่ปี 1909 สื่อถึงเกียรติภูมิและความภาคภูมิใจของภาคเหนือของโปรตุเกส
ยุคทองเจ้ายุโรป 1987: มนต์ขลังส้นเท้าพิฆาตของ มาดเจอร์
ปอร์โต้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในระดับทวีปยุโรปครั้งแรกในฤดูกาล 1986/87 ภายใต้การคุมทีมของยอดโค้ช อาร์ตูร์ จอร์เจ (Artur Jorge) ในศึก ยูโรเปี้ยน คัพ (European Cup)
ในเกมนัดชิงชนะเลิศที่สนามพราเตอร์ สเตเดี้ยม กรุงเวียนนา ปอร์โต้ต้องเผชิญหน้ากับยอดทีมอย่าง บาเยิร์น มิวนิค และสร้างหนึ่งในโมเมนต์ที่คลาสสิกที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอล เมื่อดาวยิงชาวแอลจีเรีย รับบาห์ มาดเจอร์ (Rabah Madjer) ยิงลูกส้นเท้ากลับหลังสุดเหนือชั้นตีเสมอ 1-1 ก่อนจะจ่ายบอลให้ จัวรี่ (Juary) ซัดประตูชัย 2-1 พาปอร์โต้คว้าแชมป์ยุโรปสมัยแรกมาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ พร้อมกวาดแชมป์ ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ 1987 และ อินเตอร์คอนติเนนตัล คัพ ในปีเดียวกัน
ยุคมูรินโญ่ 2002–2004: กำเนิด “เดอะ สเปเชียล วัน” สู่แชมป์ UCL
ช่วงปี 2002–2004 ปอร์โต้ได้สร้างปรากฏการณ์สะเทือนวงการฟุตบอลโลก ภายใต้การกุมบังเหียนของกุนซือหนุ่มไฟแรง โชเซ่ มูรินโญ่ (José Mourinho):
- ทริปเปิ้ลแชมป์ปี 2002/03: มูรินโญ่พาทีมกวาดแชมป์ลีก, แชมป์ตาซา เด ปอร์ตูกัล และคว้าแชมป์ ยูฟ่า คัพ 2002/03 ด้วยการเอาชนะ เซลติก 3-2 ในช่วงต่อเวลาพิเศษที่เมืองเซบีย่า
- แชมเปียนส์ลีก 2003/04: ปอร์โต้สร้างประวัติศาสตร์หักปากกาเซียน ล้มบิ๊กทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ลียง, ลาซิโอ และถล่ม โมนาโก 3-0 ในรอบชิงชนะเลิศที่เกลเซนเคียร์เชิน จากประตูของ การ์ลอส อัลแบร์โต้, เดโก้ และ ดิมิทรี อเลนิเชฟ คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก สมัยที่ 2 ได้อย่างน่าอัศจรรย์ พร้อมแจ้งเกิดมูรินโญ่สู่การเป็นยอดกุนซือเบอร์หนึ่งของโลก
- ยุคไร้พ่าย 2010/11: ในยุคของกุนซือ อังเดร วิลลาส-โบอาส ปอร์โต้คว้าแชมป์ลีกแบบไร้พ่าย และคว้าแชมป์ ยูฟ่า ยูโรปาลีก 2011 จากการนำทัพของยอดดาวยิง ราดาเมล ฟัลเกา ผู้ยิง 17 ประตูในทัวร์นาเมนต์
โรงงานเจียระไนแข้งทองระดับโลก (Scouting Masterclass)
ปอร์โต้ได้รับการยกย่องจากทั่วโลกว่าเป็นหนึ่งในสโมสรที่มีระบบแมวมอง (Scouting Network) และการพัฒนานักเตะที่ดีที่สุดในโลก โดยดึงดาวรุ่งจากอเมริกาใต้และทั่วยุโรปมาเจียระไนจนกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลก:
- ยอดแข้งระดับตำนานที่แจ้งเกิดจากปอร์โต้: เดโก้ (Deco), ริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่, เปเป้ (Pepe), ราดาเมล ฟัลเกา, ฮัลค์ (Hulk), ฮาเมส โรดริเกซ, เอแดร์ มิลิเตา, หลุยส์ ดิอาซ, รูเบน เนเวส และ วิตินญ่า
เส้นทางประวัติศาสตร์สำคัญของสโมสร (Historical Timeline)
- 1893: ก่อตั้งสโมสร Foot-Ball Club do Porto เมื่อวันที่ 28 กันยายน
- 1906: ปฏิรูปโครงสร้างสโมสรอย่างเป็นทางการ และนำสีน้ำเงิน-ขาวมาใช้
- 1922: คว้าแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์โปรตุเกส (Campeonato de Portugal) ครั้งแรก
- 1934/35: คว้าแชมป์ลีกสูงสุดโปรตุเกสสมัยแรกในประวัติศาสตร์
- 1986/87: คว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ สมัยแรก (ชนะ บาเยิร์น มิวนิค 2-1) และแชมป์สโมสรโลก อินเตอร์คอนติเนนตัล คัพ
- 2002/03: คว้าแชมป์ ยูฟ่า คัพ ภายใต้การคุมทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่
- 2003: เปิดใช้งานสนามเหย้าแห่งใหม่ Estádio do Dragão
- 2003/04: คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก สมัยที่ 2 และแชมป์สโมสรโลก อินเตอร์คอนติเนนตัล คัพ 2004
- 2010/11: คว้าแชมป์ ยูฟ่า ยูโรปาลีก และคว้าแชมป์ลีกแบบไร้พ่ายในยุคของ อังเดร วิลลาส-โบอาส
- 2021/22: คว้าแชมป์ ปรีไมรา ลีกา สมัยที่ 30 พร้อมทำสถิติ 91 คะแนนสูงสุดในประวัติศาสตร์ลีก
สนาม เอสตาดิโอ ดู ดราเกา (Estádio do Dragão) รังมังกรฟ้าอันเกรียงไกร
สนามเหย้าของปอร์โต้คือ Estádio do Dragão เปิดใช้งานในเดือนพฤศจิกายน 2003 เพื่อรองรับศึกยูโร 2004 โดยออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดัง มานูเอล ซัลกาโด้
สนามมีความจุ 50,033 ที่นั่ง ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับ 4 ดาวจากยูฟ่า (UEFA Category 4) โดดเด่นด้วยโครงสร้างหลังคาโปร่งแสงรูปทรงปีกมังกร และบรรยากาศเสียงเชียร์อันดังกึกก้องของแฟนบอล ซูเปอร์ ดรากอนส์ (Super Dragões) เคยได้รับเลือกเป็นสังเวียนจัดนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 2021 และ ยูฟ่า เนชันส์ ลีก รอบชิงชนะเลิศ
ทำเนียบตำนานและยอดแข้งแห่งมังกรฟ้า
สรุปเกียรติประวัติแชมป์ทั้งหมด (Club Honours)
- ปรีไมรา ลีกา โปรตุเกส (Primeira Liga): 30 สมัย
- ตาซา เด ปอร์ตูกัล (Taça de Portugal): 20 สมัย
- ตาซา ดา ลีกา (Taça da Liga): 1 สมัย (2022/23)
- ซูแปร์ตาซา กันดีโด้ เด โอลิเวยร่า (Supertaça): 24 สมัย (สถิติสูงสุดของประเทศ)
- ยูโรเปี้ยน คัพ / ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก: 2 สมัย (1986/87, 2003/04)
- ยูฟ่า คัพ / ยูฟ่า ยูโรปาลีก: 2 สมัย (2002/03, 2010/11)
- ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ (UEFA Super Cup): 1 สมัย (1987)
- อินเตอร์คอนติเนนตัล คัพ (Intercontinental Cup): 2 สมัย (1987, 2004)
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสโมสรปอร์โต้ (FAQ)
สโมสรฟุตบอลปอร์โต้ก่อตั้งขึ้นเมื่อใดและใครเป็นผู้ก่อตั้ง
สโมสรฟุตบอลปอร์โต้ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 28 กันยายน ค.ศ. 1893 โดย อังตอนิอู นิโกลัว ดัลเมดา และได้รับการฟื้นฟูโดย โชเซ่ มอนเตย์โร ดา คอสต้า ในปี 1906
ทำไมปอร์โต้ถึงมีฉายาว่า มังกรฟ้า (Os Dragões)
ฉายา “มังกรฟ้า” มาจากรูปมังกรพ่นไฟบนยอดตราสโมสร ซึ่งนำมาจากตราประจำเมืองปอร์โต้โบราณ สื่อถึงความดุดันและอำนาจ
ปอร์โต้เคยคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกกี่สมัย ในปีใดบ้าง
ปอร์โต้คว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ / ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รวม 2 สมัย ได้แก่ ในปี 1987 (ชนะ บาเยิร์น มิวนิค 2-1) และในปี 2004 (ชนะ โมนาโก 3-0 ในยุค โชเซ่ มูรินโญ่)
สนามเหย้าปัจจุบันของปอร์โต้คือสนามใดและมีความจุเท่าไร
สนามเหย้าปัจจุบันคือ Estádio do Dragão ในเมืองปอร์โต้ เปิดใช้งานในปี 2003 มีความจุ 50,033 ที่นั่ง
