หากพูดถึงสโมสรฟุตบอลที่มีทั้งประวัติศาสตร์ยาวนาน ความสำเร็จล้นตู้ถ้วยรางวัล และฐานแฟนบอลเหนียวแน่นทั่วโลก
สโมสรฟุตบอลโปร์ตู หรือ FC Porto ย่อมเป็นหนึ่งในชื่อแรก ๆ ที่แฟนบอลนึกถึง ข่าวสารฟุตบอล ทีเด็ดบอลโลก ทีมชุดสีน้ำเงิน–ขาวจากเมืองโปร์ตูแห่งนี้ไม่ใช่แค่สโมสรดังในลีกโปรตุเกสเท่านั้น
แต่คือสัญลักษณ์ของฟุตบอลแดนฝอยทองและโมเดลธุรกิจลูกหนังที่ปั้นนักเตะขายสู่ทีมใหญ่ทั่วยุโรป
บทความนี้จะพาคุณเจาะลึก ประวัติสโมสรฟุตบอลโปร์ตู แบบเต็ม ตั้งแต่วันก่อตั้งในปลายศตวรรษที่ 19 การเติบโตขึ้นมาเป็นหนึ่งในสามยักษ์ใหญ่ของโปรตุเกส
ยุคทองแชมป์ยุโรปภายใต้โค้ชชื่อดังจนถึงยุคปัจจุบันที่เอฟซีปอร์โต้ยังคงรักษามาตรฐานในฐานะทีมระดับท็อปของยุโรป
จุดเริ่มต้นของสโมสรฟุตบอลโปร์ตู การก่อตั้งและยุคบุกเบิก (1893)
ประวัติสโมสรฟุตบอลโปร์ตู เริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กันยายน ค.ศ. 1893 เมื่อ อันโตนิโอ นีโกลาว เด อัลเมดา (António Nicolau de Almeida) นักธุรกิจไวน์ชาวโปรตุเกสที่หลงใหลฟุตบอลอังกฤษ
ตัดสินใจก่อตั้งสโมสรขึ้นในเมืองโปร์ตู ภายใต้ชื่อ Futebol Clube do Porto เป้าหมายหลักในตอนนั้นคือการนำกีฬาชนิดใหม่อย่างฟุตบอลมาสู่ภูมิภาคทางเหนือของประเทศอย่างจริงจัง
ช่วงแรกของ สโมสรฟุตบอลโปร์ตู ยังเป็นเพียงทีมระดับสมัครเล่น ลงเตะกับสโมสรท้องถิ่นและทีมจากต่างประเทศที่เดินทางมาค้าขาย ทางเรือก่อนที่ระบบลีกระดับชาติของโปรตุเกสจะถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ สนามที่ใช้ในยุคบุกเบิกมีหลายแห่งแต่สนามสำคัญยุคแรกคือ Campo da Constituição ซึ่งกลายเป็นบ้านของสโมสรในช่วงต้นศตวรรษที่ 20
จากทีมเมืองท่าสู่ยักษ์ใหญ่โปรตุเกส การแจ้งเกิดบนเวทีระดับชาติ
เมื่อสมาคมฟุตบอลโปรตุเกสเริ่มจัดการแข่งขันลีกระดับชาติในชื่อ Campeonato da Liga ในทศวรรษ 1930 เอฟซี ปอร์โต้ คือหนึ่งในทีมบุกเบิกที่เข้าร่วมตั้งแต่แรกสโมสรคว้าแชมป์ลีกสมัยแรกในฤดูกาล 1934–35
กลายเป็นก้าวสำคัญที่ยืนยันว่ามังกรน้ำเงิน–ขาวจากเมืองท่าไม่ได้มีดีแค่ชื่อเสียงในระดับภูมิภาคเท่านั้นตลอดครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 ปอร์โต้ต้องแข่งขันอย่างหนักกับคู่แข่งร่วมชาติอย่างเบนฟีก้าและสปอร์ติ้ง ลิสบอน
สามสโมสรนี้ถูกเรียกรวมกันว่าสามยักษ์ใหญ่ของฟุตบอลโปรตุเกส และผลัดกันครองแชมป์ภายในประเทศมาตลอดการเป็นหนึ่งในสามเสาหลักของลีกทำให้ สโมสรฟุตบอลโปร์ตู มีฐานแฟนบอลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในเมืองและทั่วประเทศ
ยุคมังกรผงาด แชมป์ยุโรปและชื่อเสียงในทวีป
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในทศวรรษ 1980 เมื่อทีมเริ่มประสบความสำเร็จบนเวทียุโรปอย่างจริงจัง ปี 1987 ปอร์โต้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์ ยูโรเปียนคัพ
หลังเอาชนะบาเยิร์น มิวนิก ในนัดชิงที่ เวียนนา โดยประตูตีลังกายิงส้นหลังของ ราบาห์ มัดเยร์ ถูกจดจำว่าเป็นหนึ่งในลูกยิงตำนานของฟุตบอลยุโรปความสำเร็จนั้นทำให้ชื่อของ เอฟซี ปอร์โต้ ถูกพูดถึงไปทั่วโลกสโมสรเริ่มมีนักเตะระดับท็อปหลายคนทั้งกองหน้าดาวยิงอย่าง เฟร์นานโด โกเมส และผู้เล่นเทคนิคจัดจากอเมริกาใต้ที่กลายเป็นเอกลักษณ์ในสไตล์ฟุตบอลของปอร์โต้จากทีมเมืองท่าที่เคยถูกมองว่าเป็นรองยักษ์ใหญ่จากลิสบอน ปอร์โต้กลายเป็นสโมสรโปรตุเกสที่น่าเกรงขามที่สุดในเวทียุโรป
ยุคทองต้นศตวรรษที่ 21 ปอร์โต้ของมูรินโญและเดโก้
ต้นทศวรรษ 2000 คืออีกหนึ่งช่วงเวลาทองของ สโมสรฟุตบอลโปร์ตู
เมื่อโชเซ มูรินโญ เข้ามาคุมทีมและปั้นขุมกำลังชุดใหม่ที่เต็มไปด้วยนักเตะฝีเท้าจัดอย่าง เดโก้, ริคาร์โด คาร์วัลโญ, เปเป้, ฮัลค์, เบนนี แม็กคาร์ธี และคนอื่น ๆ ฤดูกาล 2002–03 ปอร์โต้คว้าดับเบิลแชมป์ทั้งลีกโปรตุเกสและยูฟ่า คัพก่อนจะสร้างเซอร์ไพรส์ใหญ่ในฤดูกาลถัดมาด้วยการคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2003–04โดยเอาชนะทีมดังจากอังกฤษ ฝรั่งเศส และสเปนอย่างต่อเนื่องพร้อมปิดจ็อบด้วยการถล่มโมนาโก 3–0 ในนัดชิง
ความสำเร็จชุดนี้ทำให้ชื่อของ FC Porto ถูกจดจำในฐานะทีมจากลีกเล็กที่ล้มยักษ์ยุโรปได้ด้วยแท็กติกและการสร้างทีมสุดเอกลักษณ์
สนามเหย้าเอสตาดิโอ ดู ดราเกา รังมังกรของสโมสรฟุตบอลโปร์ตู
บ้านของ สโมสรฟุตบอลโปร์ตู ในยุคปัจจุบันคือ เอสตาดิโอ ดู ดราเกา (Estádio do Dragão) สนามฟุตบอลสมัยใหม่ความจุราว 50,000 ที่นั่งเปิดใช้งานในปี 2003 เพื่อแทนที่สนามเดิมอย่าง Estádio das Antas และถูกใช้เป็นหนึ่งในสนามหลักของทัวร์นาเมนต์ยูโร 2004ชื่อ ดราเกา แปลว่า มังกร ซึ่งตรงกับตราสโมสรที่ใช้รูปมังกรสีฟ้าเป็นสัญลักษณ์บรรยากาศในสนามเมื่อปอร์โต้ลงเล่นเกมใหญ่เต็มไปด้วยธงสีน้ำเงิน–ขาวและเสียงเชียร์จากแฟนบอลที่พร้อมสนับสนุนทีมแบบสุดเสียงทำให้เอสตาดิโอ ดู ดราเกา ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสนามที่ทีมเยือนบุกมาเล่นได้ยากที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป
โมเดลธุรกิจลูกหนังของสโมสรฟุตบอลโปร์ตู ปั้นดาวรุ่งขาย พาทีมอยู่รอดและลุ้นแชมป์
อีกหนึ่งเอกลักษณ์สำคัญ FC Porto คือโมเดล ซื้อถูก–ปั้นเก่ง–ขายแพง สโมสรใช้การสเกาต์นักเตะจากบราซิล อาร์เจนตินา โคลอมเบียและทวีปแอฟริกาเข้ามาปั้นในลีกโปรตุเกส
ก่อนขายต่อให้ทีมใหญ่ในลีกชั้นนำยุโรปด้วยค่าตัวมหาศาล รายชื่ออย่าง ฮาเมส โรดริเกซ, ราดาเมล ฟัลเกา, ฮัลค์, หลุยส์ ดิอาซ หรือ เอแดร์ มิลิเตา ล้วนเป็นตัวอย่างของนักเตะที่แจ้งเกิดกับ เอฟซี ปอร์โต้
แล้วก้าวไปอยู่กับยักษ์ใหญ่ในสเปน อังกฤษ และอิตาลี โมเดลนี้ทำให้สโมสรสามารถหมุนเวียนงบประมาณสร้างทีมใหม่ได้แทบทุกยุค โดยไม่เสียความสามารถในการลุ้น แชมป์ลีกและไปไกลในบอลถ้วยยุโรป
เกียรติประวัติหลักของสโมสรฟุตบอลโปร์ตู
- แชมป์ลีก โปรตุเกส: มากกว่า 30 สมัย (รองรับการเป็นหนึ่งในทีมที่คว้า แชมป์ลีกมากที่สุดของประเทศ) ยูโรเปียนคัพ / ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก: 2 สมัย (1987, 2004)
- ยูฟ่า คัพ / ยูฟ่า ยูโรปาลีก: 2 สมัย โปรตุกิสมคัพ (Taça de Portugal): หลายสมัยตลอดประวัติศาสตร์สโมสร ซูเปอร์คัพโปรตุเกส คว้าแชมป์มากกว่าสิบครั้ง
สรุป มังกรสีน้ำเงินแห่งยุโรปที่ไม่เคยหมดไฟ
จากสโมสรเล็ก ๆ ที่ก่อตั้งโดยนักธุรกิจไวน์ในเมืองท่าทางตอนเหนือของโปรตุเกสเมื่อปลายศตวรรษที่ 19วันนี้ สโมสรฟุตบอลโปร์ตู กลายเป็นยักษ์ใหญ่ประจำลีกและหนึ่งในทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของยุโรป
ทั้งจากจำนวนแชมป์ในประเทศและถ้วยสโมสรยุโรปหลายใบสิ่งที่ทำให้ เอฟซี ปอร์โต้ แตกต่างไม่ใช่แค่จำนวนโทรฟี่แต่คือ DNA แห่งความกล้าหาญในการล้มยักษ์ความเชื่อมั่นในการปั้นดาวรุ่งและความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างทีมกับแฟนบอลภายใต้ธงสีน้ำเงิน–ขาวและตราสโมสรที่มีรูปมังกรเป็นสัญลักษณ์มังกรแดนฝอยทองตัวนี้จึงยังคงพร้อมพ่นไฟบนเวทียุโรปต่อไปไม่มีทีท่าว่าจะหมดมนต์ขลังในเร็ววัน




