ประวัติ สโมสรลิเวอร์พูล แชมป์ลีก20สมัย ยุโรป6สมัย

ประวัติ สโมสรลิเวอร์พูล

หากพูดถึงสโมสรฟุตบอลที่มีทั้งประวัติศาสตร์ยาวนานความสำเร็จล้นตู้ถ้วยรางวัล และฐานแฟนบอลเหนียวแน่นทั่วโลก สโมสร ลิเวอร์พูล หรือ Liverpool Football Club ย่อมเป็นชื่อแรก ๆ ที่แฟนบอลนึกถึงอย่างไม่ต้องสงสัย ทีมชุดสีแดงจากย่านแอนฟิลด์แห่งนี้ไม่ใช่แค่สโมสรในพรีเมียร์ลีกเท่านั้นแต่คือสัญลักษณ์ของเมืองลิเวอร์พูลวัฒนธรรมบอลอังกฤษและเพลงเชียร์อันเป็นเอกลักษณ์อย่าง You’ll Never Walk Alone

บทความนี้จะพาคุณเจาะลึก ประวัติสโมสรลิเวอร์พูล แบบเต็มจากวันก่อตั้งในปลายศตวรรษที่ 19 ยุคทองแชงคลีย์–เพสลีย์ โศกนาฏกรรมที่เปลี่ยนโฉมหน้าฟุตบอลอังกฤษไปจนถึงยุคเจอร์เกนคล็อปป์ที่พาหงส์แดงกลับมาผงาดอีกครั้งในศตวรรษที่ 21

จุดเริ่มต้นของสโมสรลิเวอร์พูล: แอนฟิลด์ การแตกหัก และการถือกำเนิด (1892)

ประวัติสโมสรลิเวอร์พูล ยุคก่อตั้งที่สนามแอนฟิลด์ ปี 1892

ประวัติลิเวอร์พูล เริ่มต้นจากความขัดแย้งมากกว่าความร่วมมือ เดิมทีสนามแอนฟิลด์เป็นรังเหย้าของเอฟเวอร์ตัน แต่ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เกิดปัญหาเรื่องค่าเช่าสนามระหว่างคณะกรรมการเอฟเวอร์ตันกับเจ้าของสนามอย่าง จอห์น โฮลดิง (John Houlding) เมื่อทั้งสองฝ่ายหาข้อตกลงกันไม่ได้เอฟเวอร์ตันจึงย้ายไปใช้สนามใหม่ที่กูดิสันพาร์ก

โฮลดิงซึ่งยังเป็นเจ้าของแอนฟิลด์ไม่ยอมปล่อยให้สนามว่างเปล่าเขาตัดสินใจก่อตั้งสโมสรใหม่ขึ้นในปี ค.ศ. 1892 ในนาม Liverpool Football Club นับเป็นจุดกำเนิดของ สโมสร ลิเวอร์พูล อย่างเป็นทางการ พร้อมลงแข่งในลีกระดับภูมิภาคและไต่เต้าขึ้นสู่ลีกระดับชาติอย่างรวดเร็ว

ในยุคแรกลิเวอร์พูลใช้ชุดแข่งสีแดงคู่กับกางเกงสีขาวซึ่งสะท้อนสไตล์ทีมอังกฤษแบบคลาสสิกก่อนที่ในเวลาต่อมาจะมีการเพิ่มรายละเอียดและปรับเปลี่ยนเล็กน้อยจนกระทั่งยุคของบิลล์ แชงคลีย์ ที่เปลี่ยนมาใช้ชุดแดงล้วนทั้งตัวกลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญของ หงส์แดง อย่างที่แฟนบอลคุ้นเคยในปัจจุบัน

จากทีมระดับชาติสู่ยุคทอง: แชงคลีย์วางรากฐานหงส์แดง (1960s)

แม้ลิเวอร์พูลจะคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้บ้างในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 แต่ก็ยังไม่ใช่สโมสรชั้นนำระดับทวีปจนกระทั่งปี 1959 เมื่อ บิลล์ แชงคลีย์ (Bill Shankly) เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมตอนนั้นทีมกำลังเล่นอยู่ในดิวิชันสองของอังกฤษและบรรยากาศสโมสรกำลังตกต่ำ

แชงคลีย์เริ่มงานด้วยการยกเครื่องทุกอย่างตั้งแต่การคัดตัวผู้เล่นการซ้อการบริหารทีมไปจนถึงสภาพสนามซ้อมเขาร่วมมือกับทีมสตาฟฟ์อย่างโบเบ เปสลีย์ และรูเบน เบนเน็ตต์ วางระบบที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังนั่นคือฟุตบอลที่เล่นอย่างมีระเบียบแพสชันและมีความเป็นหนึ่งเดียวทั้งทีม

ผลลัพธ์คือการพาลิเวอร์พูลเลื่อนชั้นกลับสู่ดิวิชันหนึ่งในปี 1962 จากนั้นก็เริ่มเก็บแชมป์อย่างต่อเนื่องทั้งแชมป์ลีกระดับประเทศเอฟเอคัพและฟุตบอลถ้วยต่างๆความสำเร็จเหล่านี้ทำให้ชื่อของลิเวอร์พูลค่อยๆขึ้นมาบนแผนที่ฟุตบอลยุโรปและวางรากฐานให้สโมสรกลายเป็นทีมระดับโลกในยุคต่อมา

อีกหนึ่งมรดกสำคัญที่แชงคลีย์ทิ้งไว้ใน ประวัติสโมสรลิเวอร์พูล คือบรรยากาศในสนามแอนฟิลด์โดยเฉพาะอัฒจันทร์ฝั่ง The Kop ที่แฟนบอลยืนร้องเพลงเชียร์อย่างพร้อมเพรียงเพลง You’ll Never Walk Alone ถูกยกระดับจากเพลงประกอบละครเวทีกลายเป็นบทเพลงประจำสโมสรที่สะท้อนคำมั่นของแฟนบอลว่าคุณจะไม่มีวันเดินเดียวดาย

ยุคเพสลีย์–ดัลกลิช: หงส์แดงขึ้นสู่จุดสูงสุดของอังกฤษและยุโรป

ยุคทองลิเวอร์พูลของบ็อบ เพสลีย์ และเคนนี ดัลกลิช กับแชมป์ยุโรปหลายสมัย

เมื่อแชงคลีย์วางมือในปี 1974 ผู้ช่วยคนสำคัญอย่าง บ็อบ เพสลีย์ (Bob Paisley) ถูกดันขึ้นมาเป็นผู้จัดการทีมแม้จะเป็นคนพูดน้อยแต่ผลงานของเขากลับยิ่งใหญ่เกินคำบรรยายตลอดระยะเวลา 9 ปีที่คุมทีมเพสลีย์พาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ลีกอังกฤษ 6 สมัย และสำคัญที่สุดคือการคว้าแชมป์ ยูโรเปียนคัพ ถึง 3 สมัยในปี 1977, 1978 และ 1981

ยุคนั้นสโมสรเต็มไปด้วยสตาร์ระดับโลก ทั้งเควิน คีแกน, เคนนี ดัลกลิช, แกรม ซูเนสส์, เอียน รัช และอีกมากมายแทบทุกฤดูกาลลิเวอร์พูลจะจบด้วยการมีถ้วยแชมป์ติดมืออย่างน้อยหนึ่งรายการจนกลายเป็นสโมสรต้นแบบของทีมที่ชนะเป็นนิสัย

หลังเพสลีย์วางมือสโมสรยังคงอยู่ในมือของคนในระบบอย่าง โจ เฟแกน ตามด้วย เคนนี ดัลกลิช ที่รับบททั้งผู้เล่นและผู้จัดการทีมเขาพาทีมคว้าแชมป์ลีกและบอลถ้วยอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษ 1980 ทำให้ลิเวอร์พูลในยุคนั้นถือเป็นมหาอำนาจลูกหนังของอังกฤษอย่างแท้จริง

โศกนาฏกรรมที่เปลี่ยนโฉมหน้า: เฮย์เซลและฮิลส์โบโร

ท่ามกลางความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ประวัติสโมสรลิเวอร์พูล ก็เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นที่ยากลบเลือนเช่นกันเหตุการณ์แรกคือโศกนาฏกรรมเฮย์เซล (Heysel disaster) ในปี 1985 ซึ่งเกิดขึ้นในนัดชิงยูโรเปียนคัพที่สนามเฮย์เซล สเตเดียม กรุงบรัสเซลส์ ระหว่างลิเวอร์พูลกับยูเวนตุสความวุ่นวายบนอัฒจันทร์ทำให้กำแพงถล่มและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากเหตุการณ์นี้นำไปสู่การแบนสโมสรอังกฤษจากการแข่งขันฟุตบอลสโมสรยุโรปหลายปี

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่สร้างบาดแผลลึกให้สโมสรและเมืองลิเวอร์พูลคือโศกนาฏกรรมฮิลส์โบโร (Hillsborough disaster) ในปี 1989 ในศึกเอฟเอคัพรอบรองชนะเลิศระหว่างลิเวอร์พูลกับน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ที่สนามฮิลส์โบโรเมืองเชฟฟิลด์การจัดการฝูงชนที่ล้มเหลวทำให้มีแฟนบอลลิเวอร์พูลเสียชีวิตถึง 97 คน เหตุการณ์นี้นำไปสู่การปฏิรูปมาตรการรักษาความปลอดภัยในสนามฟุตบอลทั่วอังกฤษและมีอนุสรณ์ Hillsborough Memorial ตั้งอยู่หน้าสนามแอนฟิลด์เพื่อรำลึกถึงผู้สูญเสีย

ยุคเปลี่ยนผ่าน: จากความสำเร็จในประเทศสู่ปาฏิหาริย์อิสตันบูล

หลังทศวรรษทองลิเวอร์พูลต้องเผชิญช่วงเปลี่ยนผ่านยาวนานผลงานในลีกตกลงจากมาตรฐานเดิมแม้จะยังคว้าแชมป์บอลถ้วยได้บ้างแต่ไม่สามารถครองความยิ่งใหญ่เหมือนในอดีตอย่างไรก็ตามในเวทียุโรปดวงถ้วยยุโรปของหงส์แดงยังคงไม่หายไปไหน

ฤดูกาล 2004–05 ภายใต้การคุมทีมของราฟาเอล เบนิเตซ ลิเวอร์พูลทะลุเข้าชิง ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกที่นครอิสตันบูลพบกับเอซีมิลานทีมดังจากอิตาลีเกมนั้นกลายเป็นคืนที่ไม่มีแฟนบอลลิเวอร์พูลคนไหนลืมได้เมื่อทีมตามหลัง 0–3 ในครึ่งแรกแต่กลับมารัว 3 ประตูในครึ่งหลัง ตีเสมอ 3–3 ก่อนชนะจุดโทษคว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 5 ไปครองเหตุการณ์นี้ถูกจารึกในประวัติศาสตร์ในชื่อ Miracle of Istanbul

ยุคเจอร์เกน คล็อปป์: ฟื้นชีพหงส์แดงในศตวรรษที่ 21

เจอร์เกน คล็อปป์ และนักเตะลิเวอร์พูลยุคใหม่กับถ้วยยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก

ปี 2015 ลิเวอร์พูลแต่งตั้ง เจอร์เกน คล็อปป์ (Jürgen Klopp) กุนซือชาวเยอรมันเข้ามาคุมทีมพร้อมคำสัญญาว่าจะเปลี่ยนท่านั่งดูเกมของแฟนบอลในแอนฟิลด์ให้กลายเป็นสายการบินโรลเลอร์โคสเตอร์ด้วยสไตล์การเล่นที่เร้าใจเขานำปรัชญา Gegenpressing หรือการเพรสซิ่งสูงทั้งทีมเข้ามาปรับใช้กับขุมกำลังใหม่ที่สร้างขึ้นอย่างเป็นระบบ

คล็อปป์ค่อย ๆ ต่อจิ๊กซอว์สำคัญเข้าด้วยกันทั้งโมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน, โรแบร์โต ฟีร์มีโน, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, อลิสซอน เบ็คเกอร์ และจอร์แดน เฮนเดอร์สัน ผลงานของทีมเริ่มพุ่งขึ้นทั้งในลีกและฟุตบอลยุโรป ลิเวอร์พูลเข้าชิงยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกติดต่อกันและในที่สุดก็คว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 6 ในปี 2019 ด้วยการเอาชนะท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ในนัดชิงที่มาดริด

ปีต่อมา สาวกลิเวอร์พูลทั่วโลกได้ฉลองกันครั้งใหญ่เมื่อทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2019–20 ได้สำเร็จนี่คือแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกในยุคพรีเมียร์ลีกและนับรวมเป็นแชมป์ลีกสูงสุดอังกฤษสมัยที่ 19 ของสโมสรต่อเนื่องมาถึงฤดูกาล 2024–25 ที่ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ลีกเพิ่มอีกครั้งทำให้ตอนนี้สโมสรยืนอยู่ในทำเนียบแชมป์ลีกสูงสุดอังกฤษ 20 สมัยและยังครองตำแหน่งจ้าวยุโรปของอังกฤษด้วยแชมป์ยุโรป/ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 6 สมัย มากที่สุดในประเทศ

เกียรติประวัติหลักของสโมสรลิเวอร์พูล (อัปเดตถึงฤดูกาล 2024–25)

  • แชมป์ลีกสูงสุดอังกฤษ: 20 สมัย
  • ยูโรเปียนคัพ / ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก: 6 สมัย
  • เอฟเอคัพ: 8 สมัย
  • ลีกคัพ (EFL Cup): 10 สมัย – สถิติมากที่สุดในอังกฤษ
  • ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ: หลายสมัย จากการคว้าแชมป์ยุโรป
  • ฟีฟ่า คลับเวิลด์คัพ: แชมป์โลกสโมสร 1 สมัย (2019)

สรุปประวัติสโมสรลิเวอร์พูล: มากกว่าถ้วยรางวัล คือความผูกพันระหว่างสโมสร เมือง และแฟนบอล

เมื่อมองย้อนกลับไปตั้งแต่วันที่ Liverpool FC ถือกำเนิดในปี 1892 เพราะความขัดแย้งเรื่องค่าเช่าสนามจนถึงวันนี้ที่หงส์แดงกลายเป็นหนึ่งในสโมสรฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลกจะเห็นได้ชัดว่า ประวัติสโมสรลิเวอร์พูล คือเรื่องราวของการสร้างตัวตนอย่างไม่ยอมแพ้การยืนหยัดผ่านทั้งช่วงเวลาแห่งชัยชนะและโศกนาฏกรรม และการเดินหน้าแบบไม่ถอยหลัง

สิ่งที่ทำให้ลิเวอร์พูลแตกต่างไม่ใช่แค่จำนวนแชมป์ลีก 20 สมัย หรือถ้วยยุโรป 6 สมัยแต่คือจิตวิญญาณของแฟนบอลที่คอยเติมเต็มบรรยากาศในแอนฟิลด์ทุกนัดภายใต้ประโยคสั้นๆที่สำคัญที่สุดสำหรับชาวหงส์แดงทั่วโลกว่า You’ll Never Walk Alone – ไม่ว่าทีมจะอยู่ในจุดสูงสุดหรือกำลังล้มเหลวพวกเขาจะไม่มีวันเดินเดียวดายบนเส้นทางลูกหนัง

Back To Top