ไฮไลท์แมนซิตี้ อัดฟูแล่ม 3-0 จี้ปืนเหลือ 3 แต้ม ฮาแลนด์ปลดล็อกโหด

ไฮไลท์แมนซิตี้

สัญญาณเตือนภัยดังสนั่นไปถึงลอนดอนเหนือ! เมื่อ ไฮไลท์แมนซิตี้ คืนวันพุธที่ผ่านมา “เรือใบสีฟ้า” โชว์ฟอร์มสมราคาแชมป์เก่า เปิดรัง เอติฮัด สเตเดี้ยม ไล่ถล่ม ฟูแล่ม ไปแบบขาดลอย 3-0 ส่งผลให้ช่องว่างคะแนนบีบเข้ามาเหลือเพียง 3 แต้มเท่านั้น เป็นการโยนความกดดันก้อนมหึมาใส่ อาร์เซน่อล จ่าฝูงที่มีคิวลงเตะในคืนวันพฤหัสบดีทันที

ฮาแลนด์ ปลดล็อก จบสถิติฝืด 8 นัด

สิ่งที่แฟนเรือใบรอคอยได้เกิดขึ้นแล้วใน ไฮไลท์แมนซิตี้ นัดนี้ เมื่อเครื่องจักรสังหาร เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ กลับมายิงประตูจากจังหวะการเล่นปกติ (Open Play) หรือลูกที่ไม่ได้มาจากจุดโทษและลูกนิ่ง ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 8 นัด โดยประตูดังกล่าวเกิดขึ้นในนาทีที่ 39 จากลูกยิงสุดคมที่ทำเอา แบร์นด์ เลโน่ หมดสิทธิ์เซฟ ประตูนี้ไม่เพียงแค่เรียกความมั่นใจกลับมา แต่ยังเป็นประตูที่ 153 ของเจ้าตัวกับสโมสร ขยับขึ้นรั้งอันดับ 4 ดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลเทียบเท่าตำนานอย่าง โคลิน เบลล์ อีกด้วย

เซเมนโย-โอไรลีย์ แจ้งเกิดเต็มตัว

เกมนี้ไม่ได้มีดีแค่ฮาแลนด์ แต่ อองตวน เซเมนโย แข้งใหม่ป้ายแดงก็โชว์ฟอร์มร้อนแรง ยิงประตูเบิกร่องลูกที่ 5 ของตัวเองตั้งแต่ย้ายมา พร้อมจัดแอสซิสต์สวยๆ ให้เจ้าหนู นิโก้ โอไรลีย์ ดาวรุ่งพุ่งแรง ซัดประตูที่สองให้ทีมนำห่าง ความหลากหลายในแนวรุกแบบนี้คือสิ่งที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ต้องการในช่วงโค้งสุดท้าย แฟนบอลที่อยากดูวิเคราะห์เจาะลึกฟอร์มรายบุคคล ติดตามต่อได้ที่ ทีเด็ดบอลโลก

เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์

สถิติหลังเกมที่น่าสนใจ ไฮไลท์แมนซิตี้

นอกจากสกอร์ที่ขาดลอยแล้ว สถิติในเกมยังแสดงให้เห็นถึงความเหนือชั้นของเจ้าบ้าน แมนฯ ซิตี้ ครองบอลได้ถึง 65% และมีโอกาสยิงรวม 18 ครั้ง เข้ากรอบ 8 ครั้ง ขณะที่ทีมเยือนแทบหาจังหวะโต้กลับไม่ได้เลย ชัยชนะนัดนี้ยังเป็นการหยุดสถิติไร้พ่าย 5 นัดติดของ ฟูแล่ม ลงได้อย่างราบคาบ ยืนยันว่า เอติฮัด สเตเดี้ยม ยังคงเป็นป้อมปราการที่ยากจะถูกตีแตก

เป๊ปประกาศลั่น เราจะหายใจรดต้นคอพวกเขา

หลังจบเกม เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ให้สัมภาษณ์ด้วยความมั่นใจว่า ความเชื่อมั่นในทีมกำลังพุ่งสูง เราจะทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดและหายใจรดต้นคออาร์เซน่อลไปเรื่อยๆ สถานการณ์ลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกตอนนี้กลับมาเดือดพล่านอีกครั้ง ใครพลาดก่อนมีสิทธิ์น้ำตาตก ติดตามบทสรุปและตารางคะแนนล่าสุดแบบเรียลไทม์ได้ที่ BBC Sport

ขอบคุณข้อมูลจาก: https://www.bbc.com

Back To Top